บริการของเรา

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรและสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร เช่น การลดอัตราอากรหรือยกเว้นอากรตามมาตรา๑๒หรือมาตรา๑๔แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ๒๕๓๐

· ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีผิดศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอคืนภาษีศุลกากร

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอใบอนุญาตตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

· ให้คำปรึกษาและดำเนินการขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑบนหรือเขตปลอดอากร

  

 


สอบถามรายละเอียดติดต่อ

ชนิด ศุทธยาลัย Tel 081-261-9024 E-mail : chanidservice@hotmail.com

การกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)

ดัชนีบทความ
การกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)
หน้าที่ 2
ทุกหน้า

การกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)

ลักษณะของอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี

แม้ว่ามาตรการทางภาษีจะมีผลต่อกลไกตลาด คือ มีผลต่อต้นทุนของสินค้าทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับเป็นการขัดต่อหลักความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เพราะว่าผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิม มีเพียงระดับราคาเท่านั้นที่เปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม มาตรการที่มิใช่ภาษีเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดเพราะเป็นการจำกัดทางเลือกของผู้บริ โภค รวมทั้งยังนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

มาตรการที่มิใช่ภาษีมักถูกใช้ควบคู่ไปกับมาตรการทางภาษีหรือมาตรการที่มิใช่ภาษีประเภทอื่นๆ ทำให้สินค้าโดนกีดกันด้วยมาตรการหลายประเภท การประเมินผลถึงการบิดเบือนทางการค้าจึงทำได้ยาก นอกจากนี้ การใช้มาตรการยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประเทศผู้นำเข้าซึ่งบางครั้งมีลักษณะตามอำเภอใจและเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้เกิดการเสี่ยงต่อผู้ผลิตต่างประเทศเพราะไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ (unpredictable ) ยากต่อการดำเนินการและการวางแผนการผลิต และยากต่อการคำนวณทางสถิติอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนเพราะทำให้ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศซึ่งแตกต่างกันออกไป

ยิ่งไปกว่านี้ กฎเกณฑ์ของแกตต์ยังไม่ครอบคลุมมาตรการที่มิใช่ภาษีได้อย่างทั่วถึงทำให้มักมีการเจรจาแบบทวิภาคี (bilateral) มากกว่า หรือใช้มาตรการฝ่ายเดียว (unilateral) และมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจาระดับพหุภาคี (multilateral) เพราะแต่ละประเทศมักจะสงวนเอาไว้เพื่อใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนามักจะได้รับผลกระ ทบจากมาตรการนี้มากกว่าเพราะมีอำนาจในการต่อรองต่ำและมีความสามารถในการปรับตัวที่ด้อยกว่า รวมทั้งการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความชำนาญด้านการตลาดมีน้อยกว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถประเมินผลให้ทันตามความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากมาตรการเหล่านั้น

ประเภทของอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี

เป็นการแบ่งประเภทตามแบบการแบ่งของ UNCTAD ซึ่งได้นำแนวเสนอของ Ingo Walter มาใช้ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท โดยแยกตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ ในที่นี้ผู้เขียนจะขอกล่าวโดยเน้นเฉพาะอุปสรรคทางการค้าประเภทที่ ๑มาตรการทางการค้าเท่านั้น โดยมีรายละ เอียดดังนี้

ประเภทที่ ๑ มาตรการทางการค้า (Trade Measures) มีจุดประสงค์หลักในการคุ้ม ครองผู้ผลิตสินค้าที่ทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้ โดยให้ปราศจากการแข่งขันจากต่าง ประเทศ หรือเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกในตลาดต่างประเทศ มีดังนี้

กลุ่มที่ ๑ มาตรการที่ใช้ในการควบคุมด้านปริมาณการค้า

๑.๑ การห้ามนำเข้า (Import Prohibition) เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากเพราะเป็นการแทรกแซงการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ผู้บริโภคถูกจำกัดทางเลือกต่อสินค้าประเภทนั้นโดยไม่สามารถที่จะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของสินค้านั้นและเท่ากับว่าผู้ผลิตสินค้านั้นไม่สา มารถ แข่งขันได้อย่างเสรี

๑.๒ โควต้า (Quota) เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีทีใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด เพราะสามารถควบคุมสินค้าได้ในปริมาณที่แน่นอน จึงเป็นการปิดโอกาสการแข่งขันไม่เหมือนกับกรณีการเก็บภาษี เนื่องจากแม้ว่าจะมีการเก็บภาษีซึ่งทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแต่ผู้ผลิตต่างประเทศอาจจะลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สินค้ามีราคาต่ำลง ผลก็คือ ยังคงสามารถแข่งขันได้อยู่ ดังนั้น การใช้โควตาจึงประสบผลสำเร็จในการกีดกันได้ชัดเจนและแน่นอนกว่า การให้โควตามักจะอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น ๑ ปี โดยขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละประเทศว่าสินค้านำเข้าประเภทนั้นควรที่จะนำเข้ามาภายในประเทศในปริมาณเท่าใดซึ่งการจัดสรรโควตามีหลายวิธี อาจจะกำหนดโควตาแบบทั่วไป (global quota) หรืออาจจะเลือกเป็นรายประเทศ (selective quota) โดยจัดสรรให้แต่ละประเทศในปริมาณที่ไม่เท่ากันก็ได้ ซึ่งมักจะเกิดจากการทำความตกลงสองฝ่าย (bilateral agreement)

๑.๓ การออกใบอนุญาตการนำเข้า (Import Licensing) จะใช้ในกรณีการให้โควตานำเข้า ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งการขอใบอนุญาตการนำเข้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่จะนำเข้า ซึ่งการที่จะออกใบอนุญาตการนำเข้าหรือไม่นั้นเป็นดุลยพินิจของหน่วยงานในประเทศผู้นำเข้า แม้จะมีข้อกำหนดต่างๆ ในการควบคุมดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่รัฐก็อาจจะยังใช้ดุลยพินิจดังกล่าวในการกีดกันสินค้านำเ ซึ่งการกีดกันประเภทนี้เป็นการกีดกันที่ต่อจากการกำหนดโควตานำเข้า ทำให้ประสบผลสำเร็จในการกีดกันมากยิ่งขึ้น โดยปกติแล้วประเทศที่กำหนดโควตามักจะออกใบอนุญาตให้แก่ผู้นำเข้าจนกว่าจะครบจำนวนตามโควตาที่ได้กำหนดไว้

๑.๔ การจำกัดการส่งออกโดยความสมัครใจ (Voluntary Export Restrains) เป็นโควตาประเภทหนึ่งแต่เป็นกรณีที่ประเทศผู้ส่งออกจำกัดปริมาณสินค้าส่งออกประเภทหนึ่งเอง มิใช่เป็นมาตรการของประเทศผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดจากความสมัครใจของประเทศผู้ส่งออกเองก็ตาม แต่แท้จริงแล้วมักจะเกิดมาจากความตกลงสองฝ่าย (bilateral agreement) ซึ่งประเทศที่ยอมจำกัดตนเองมักเป็นผลมาจากการบีบบังคับของอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าการสมัครใจที่จะจำกัดการส่งออกอย่างแท้จริง

๑.๕ การค้าโดยรัฐ (State Trading)เป็นการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐ กิจไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด เช่น การเข้ามาควบคุมวิสาหกิจ (enterprise)โดยปกติแล้วได้แก่ รัฐ วิสาหกิจ (State enterprise) และวิสาหกิจซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ที่ได้รับเอกสิทธิเฉพาะหรือเอกสิทธิพิเศษไม่ว่าจะอย่างเป็นทางการหรือในทางปฏิบัติก็ตาม วิสาหกิจที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการกีดกันทางการค้าซึ่งรัฐมักจะอ้างเหตุผลต่างๆ มาก มาย เช่น เพื่อเป็นการหารายได้เข้ารัฐ เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงหรือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางราคา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดซื้อด้ว(Government Procurement) โดยหน่วย งานดังกล่าวจะจัดซื้อสินค้าเฉพาะที่เป็นสินค้าภายในประเทศ แม้ว่าสินค้านำเข้าจะมีราคาที่ต่ำกว่าและมีคุณภาพดีกว่าก็ตาม